ฝึกการหายใจในโรคถุงลมโป่งพอง

ผู้ป่วยโรคถุงลมโป่งพอง
ฝึกการหายใจในผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง
ผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้น เรื้อรังอันได้แก่โรคหลอดลมอักเสบเรื้อรัง และโรคถุงลมโป่งพอง มักจะมีการระคายเคืองต่อผนังหลอดลม และถุงลม มีเสมหะมากมีการอักเสบเรื้อรัง เป็นผลให้การทำงานของปอดลดลง รู้สึกเหนื่อยง่าย ร่างกายทำงานได้ไม่เต็มที่ และสูญเสียโอกาสในการประกอบอาชีพ คนที่ป่วยด้วยโรคนี้จึงต้องได้รับการดูแลรักษาจากแพทย์ พร้อมกับรับคำแนะนำในการฝึกวิธีหายใจที่ถูกต้อง การออกกำลังกายเพื่อสร้างความต้านทานโรค รวมถึงการปฏิบัติตัว
1. การหายใจด้วยกระบังลม
กระบังลมเป็นกล้ามเนื้อหลักที่ใช้ในการ หายใจ คนที่มีปัญหาโรคปอดมักจะมีรูปแบบการหายใจที่ผิดจากคนปกติทั่วไป คือมีแนวโน้มที่จะใช้กล้ามเนื้อหน้าอก คอและไหล่ในการหายใจ ซึ่งจะสิ้นเปลืองแรงมาก และทำให้อาการหอบทุเลาช้ายิ่งขึ้น หากท่านสังเกตดูเด็กทารกหรือคนปกติเวลาหลับสนิท จะพบว่าท้องจะป่องออกขณะหายใจเข้าเพราะว่ากระบังลมหดตัวลงมา ทำให้กระเพาะอาหาร และสำไส้ถูกดันออกมา ขณะหายใจออกกระบังลมจะคลายตัวกลับขึ้นไปทำให้ท้องยุบลง การหายใจด้วยกระบังลมจะเป็นเช่นนี้โดยธรรมชาติ ดังนั้นขอให้ท่านมั่นใจได้เลยว่าท่านจะสามารถทำได้แน่

  • นั่งลง วางมือหนึ่งไว้บนหน้าอก อีกมือวางบนท้องใต้กระดูกอกผ่อนคลาย
  • หายใจเข้าตามปกติสบาย ๆ จะรู้สึกว่าท้องป่องออก มือที่วางบนอกจะไม่เคลื่อนไหวมากนัก และการดูแลตัวเอง เพื่อหลีกเลี่ยงอาการแทรกซ้อนต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้น การหายใจเป็นกลไกปกติที่มีมาตั้งแต่กำเนิด แต่ท่านจะทราบได้อย่างไรว่าขณะนี้ท่านหายใจได้ถูกต้องมีประสิทธิภาพ และเป็นประโยชน์ต่อร่างกายเพียงใด หลักการของการฝึกการหายใจ ก็เพื่อที่จะเพิ่มปริมาณอากาศบริสุทธิ์ให้เข้าสู่ปอด และมีการแลกเปลี่ยนของออกซิเจน และคาร์บอนไดออกไซด์ได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด
  • หายใจออกทางปากช้า ๆ ท้องจะยุบ ทำครั้งละ 5 นาที
  • ต่อจากนั้นอาจทะในท่ายืน 5 นาที ท่านอนอีก 5 นาที ดังรูป

ควรฝึกหายใจด้วยกระบังลมวันละ 3 ครั้ง ควรใส่เสื้อผ้าหลวม ๆ หรือคลายเข็มขัดก่อน จำไว้เสมอว่าถ้าท่านฝึกแล้วรู้สึกเหนื่อย อาจเป็นเพราะท่านทำไม่ถูกต้อง ให้พยายามผ่อนคลาย แล้วลองทำใหม่เมื่อหาย
2. การหายใจแบบเป่าปาก จะช่วยระบายอากาศที่คั่งค้างอยู่ในถุงลม ทำให้อากาศใหม่มีโอกาสเข้าไปในปอด

  • ผ่อนคลายหายใจเข้าทางจมูก นับหนึ่ง–สอง ไม่ควรสูดลมเข้าแรง ๆ
  • ห่อริมฝีปากคล้ายจะผิวปาก ระบายลมหายใจออกช้า ๆ อย่าพ่นแรง นับหนึ่ง-สอง-สาม-สี่ ฝึกอย่างน้อยวันละ 3 ครั้ง ๆ ละ 5 นาที ในท่านั่ง นอน หรือยืนก็ได้

การหายใจทั้ง 2 แบบนี้ ไม่ใช่สิ่งที่ยากเลยเมื่อเทียบกับประโยชน์มหาศาลที่ท่านจะได้รับ จึงควรฝึกบ่อย ๆ จนกระทั่งทำได้เป็นนิสัย ท่านก็จะทำได้โดยอัตโนมัติไม่ว่าท่านกำลังทำกิจกรรมใด ๆ อยู่ เรียกว่าทำให้กลายเป็นธรรมชาติของตัวท่านเอง

รักษาผู้ป่วยที่มีภาวะหอบเหนื่อย
โดยทั่วไปแล้ว ภายหลังจากการที่ทำการ ระบายเสมหะออกมาแล้วซึ่งอาจจะโดยการไอหรือ การดูดเสมหะ ผู้ป่วยมักจะมีอาการหอบเหนื่อย โดย เฉพาะในผู้ป่วยประเภทถุงลมโป่งพอง (COPD; Chronic Obstructive Pulmonary Disease) ทาง กายภาพบำบัดจะให้การรักษาโดยการฝึกหายใจ เพื่อ ลดอาการเกร็งตัวของหลอดลม, ลดภาวะการณ์หายใจ สั้นรวมทั้งเพิ่มประสิทธิภาพในการหายใจให้ใกล้เคียงกับปกติมากที่สุด ซึ่งวิธีการหายใจที่ใช้โดยทั่วไปจะ เรียกว่า การหายใจแบบห่อปาก (pursed lip breathing)

วิธีการหายใจแบบห่อปาก ( Pursed lip breathing)

เริ่มจากจัดให้ผู้ป่วยนั่งโน้มตัวมาด้านหน้า เล็กน้อยผู้ป่วยหายใจเข้าทางจมูกให้ลึกมากที่สุด ค้าง ไว้ประมาณ 3-4 วินาที จากนั้นหายใจออกทางปาก โดยผู้ป่วยต้องทำการห่อปากให้เล็กมากที่สุดและ เป่าลมออกให้ช้าและยาวที่สุดเท่าที่จะทำได้  เมื่อหายใจออกจนหมดลมแล้ว ให้ทำการหายใจเข้าทาง จมูกอีกครั้งและหายใจออกทางปากโดยการห่อปาก เหมือนเดิม โดยการฝึกหายใจโดยการห่อปากนี้ควร จะทำประมาณ 6-8 ครั้ง ต่อรอบ และพักประมาณ 1-2 นาที แล้วจึงทำซ้ำอีก 2รอบ การหายใจแบบนี้ผู้ป่วย สามารถ ทำได้ทุกครั้งเมื่อมีอาการหอบเหนื่อย
จากนั้นจะเป็นการฝึกให้ผู้ป่วยมีความทนทาน ในการทำกิจวัตรประจำวันให้ดีขึ้นโดยไม่มีการจำกัด จากการหอบเหนื่อย ซึ่งวิธีการนั้นมักจะเป็นการ ออกกำลังกายแบบแอโรบิค ถ้าผู้ป่วยมีอาการเหนื่อย มากจะเริ่มจากการหมุนไหล่ประมาณ 20 ครั้ง และถ้าไม่มี อาการเหนื่อย สามารถเพิ่มเป็น 40 ครั้ง จากนั้นหาก ผู้ป่วยสามารถทำกิจกรรมได้อีก จะทำการเปลี่ยนเป็น
ผู้ป่วยต้องเตรียมตัวให้พร้อมเมื่อไปพบแพทย์

ที่มาhttp://ac127.wordpress.com/2011/03/05/%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B8%…